ครั้งสุดท้ายที่มาเยือนสุวรรณภูมิ ผมได้ทิ้งวีรกรรมสร้างชื่อ"เสีย"ไว้ให้แก่วงศ์ตระกูล
พอสมควร เหตุมันเกิดจากความประมาทของผมและแม่ที่กำลังจะไปญี่ปุ่น(เมื่อครั้งก่อน)....
             
              วันนั้นจำได้ว่าเรามาถึงสนามบินกันค่อนข้างเร็ว เรียกได้ว่ามีเวลาเดินเล่นเหลือเฟือ
หลังจากจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินเสร็จ แน่นอนว่าความแปลกใหม่ของร้านค้าตามทางเดินไปยัง
ทางออกขึ้นเครื่องดึงดูดความสนใจจากพวกเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยอุดหนุน
ร้านเหล่านั้นเลยก็ตาม!   ในระหว่างที่กำลังเดินเล่นอยู่นั้น ผมก็เช็คดูนาฬิกาเพื่อให้มั่นใจว่าเรายังมี
เวลาเหลืออีกประมาณ 30 นาที ก่อนที่สายการบินจะเรียกขึ้นเครื่อง แต่ผมก็ต้องสะดุ้งเมื่อนามสกุล
ของผมดังก้องไปทั่วสนามบินสุวรรณภูมิ ชื่อวงศ์ตระกูลถูกประกาศให้โลกรู้ในฐานะ "คนกำลังจะตกเครื่อง"
ใจเย็นๆ เครื่องบินไม่เคยออกก่อนเวลาหรอก ผมคิดในใจอย่างนั้นแล้วก็รีบวิ่งไปให้ถึงประตูทางออก
อย่างเร็วที่สุด....
               ใครจะรู้ว่าประตูทางออกของเที่ยวบินที่ผมต้องขึ้น...มันอยู่สุดทางเดิน! ถ้าจะให้เปรียบเทียบ
ระยะทางด้วยสถานที่ๆคุ้นเคย มันก็ไกลพอๆกับการเดินจาก จุฬาไปมาบุญครอง! โอเคว่ามันมี
บันไดเลื่อนคล้ายๆตรงทางเชื่อมหน้ามาบุญครอง ซึ่งทุกคนก็คงพอจะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้นเลย
ความจิงผมก็ไม่โทษคนติดตั้งระบบบันไดเลื่อนหรอกนะ เพราะเค้าคงไม่ได้ออกแบบความเร็วมาให้
สำหรับคนที่กำลังจะตกเครื่อง! การวิ่งบนบันไดเลื่อนจะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองลอยได้
ซึ่งมันก็คงจะสนุกดีทีเดียวถ้าผมอยู่ในสถานการณ์อื่น อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังนิดหน่อยตอนที่
เราต้องลงจากบันไดเลื่อนช่วงหนึ่งเพื่อเดินไปขึ้นต่ออีกช่วง เพราะความเร็วมันจะตกลงอย่างฮวบฮาบ
และเหตุการณ์ที่เกิดประจำคือหน้าเราจะคว่ำเพราะแรงเฉื่อย ซึ่งผมเกือบได้จูบพื้นสนามบินหรูแห่งนี้
หลายรอบมาก
               
               เส้นชัยอยู่แค่ตรงหน้า...ถ้านี่เป็นการวิ่งแข่งผมคงจะรู้สึกดี เพราะที่เส้นชัยนั้นไม่มีใครมา
รออยู่ก่อน จะมีก็แต่กรรมการ(ซึ่งก็คือพนักงานสายการบิน)คนหนึ่งเฝ้าประตูขึ้นเครื่องเท่านั้น  
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั่นแปลว่าทุกคนขึ้นเครื่องกันหมดแล้ว! หรืออีกนัยก็คือผมมาถึงเส้นชัยเป็น
คนสุดท้าย... มาเป็นที่เท่าไหร่ก็ไม่สำคัญแล้วในจังหวะนั้น ผมสงสัยอยู่อย่างเดียวว่า พนักงาน
ต้อนรับคนนั้นเค้าเตรียมตัวต้อนรับสำหรับผู้โดยสารในไฟลต์ถัดไปรึเปล่า?
               ............
               ............
               โชคยังดีที่เรามาทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด...ผมและแม่ได้ขึ้นเครื่องโดยแลกกับสายตา
ค้อนเล็กๆ จากพนักงานต้อนรับ เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจปนความขายหน้าที่สนุกมาก
เลยทีเดียว!
               
                เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย....
                ครั้งนี้ เมื่อมาถึงสนามบินเราก็รีบเช็คอินให้เรียบร้อย จากนั้นตรงดิ่งไปรอที่ประตูทางออก
ขึ้นเครื่องทันที! ถึงแม้จะโดนรบกวนจากภายนอกให้แวะร้านนู้นร้านนี่ แต่คำตอบจากปากผมก็คือ
"ไม่ ไม่ ไม่" ผมกลัวว่าถ้าเราทำสถิติโดนประกาศชื่ออีกเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ครั้งหน้าเค้าอาจจะ
ไล่เราไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ด้วยเหตุผลว่าครอบครัวนี้ไม่มีปัญญาหาทางเดินในสนามบิน
สุวรรณภูมิเจอ
                ขนาดผมว่าผมมาเร็วแล้วนะ พอไปถึงประตูทางออกปรากฎว่าเก้าอี้สำหรับนั่งรอหน้าประตู
ทางออกเต็มหมดแล้ว คนญี่ปุ่นช่างตรงเวลาเสียจิง! แม่พยายามเสนอว่าน่าจะไปเดินเล่นดูร้านค้าใกล้ๆ
เพื่อฆ่าเวลา แต่ผมและพ่อไม่อนุมัติ 
                
                รออยู่ไม่นานนัก เราก็ไปต่อคิวเตรียมขึ้นเครื่อง
                เป็นธรรมเนียมของทุกสายการบินที่จะเปิดให้เด็กและคนชราขึ้นเครื่องก่อน ซึ่งต้องบอกว่า
เที่ยวบินนี้แถวของคุณปู่คุณย่ายาวกว่าแถวของผมอีก หลังจากที่ต่อแถวรอประมาณชั่วน้ำเดือด
ในที่สุดเราก็ได้นั่งกันสักที! ผมแอบรู้สึกเสียดายเล็กๆที่ครั้งนี้ไม่ได้นั่งติดกระจก แต่เอาเถอะ เราโตแล้ว
ปีกเครื่องบินน่ะแบ่งให้เด็กๆได้ดูบ้างก็แล้วกัน.....ถึงแม้ว่าไอ้เด็กคนที่นั่งตรงปีกมันจะหลับยาวตลอด
ไฟลต์ก็ตาม!!!
              
               ขอเล่าย้อนไปที่เหตุการณ์ "เกือบ" ตกเครื่อง เมื่อครั้งก่อนต่ออีกสักนิด
               หลังจากที่กลับมาจากการไปเที่ยวในครั้งนั้นไม่นาน ที่บ้านก็มีการนัดรวมญาติกินข้าวกัน
ซึ่งผมก็เล่าเหตุการณ์อันเป็นที่เสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูลให้ทุกๆคนฟังเพื่อที่จะได้รับทราบโดยทั่วกัน
และไม่เกิดอาการตกใจถ้าไปซื้อตั๋วแล้วสายการบินไม่รับจองตั๋ว ไล่ไปตั้งแต่อากง อาม่า จนถึงน้องๆ
ว่าอย่าเอาไปเป็นเยี่ยงอย่าง......ปรากฎว่านี่มันไม่ใช่ครั้งแรก!
               ในบรรดาลุงป้าน้าอา ก็มีคนเคยสร้างเกียรติประวัติเช่นนี้มาแล้วก่อนผม และที่มันน่าจะแย่
ก็คือเวลาสนามบินประกาศเค้าจะไม่ประกาศชื่อ แต่จะเรียกนามสกุลตามแบบฝรั่ง เพราะฉะนั้นนามสกุลผม
อาจจะติดแบล็กลิสต์ฉาวโฉ่ในสุวรรณภูมิอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งเหมือนว่าบรรดาญาติพี่น้องจะกำลังแข่งกัน
ทำแต้มว่าใครจะถูกเรียกบ่อยกว่ากัน! แต่ก็ไม่เคยมีใครตกเครื่องนะ! ถ้าบรรพบุรุษที่เมืองจีนรู้คงภูมิใจ
               ไว้เช็งเม้งครั้งหน้าผมจะไปเล่าให้ท่านฟัง
               
               
                จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า....
                "ความตรงต่อเวลา....เป็นกรรมพันธุ์"

Comment

Comment:

Tweet

"ต่อแถวรอประมาณชั่วน้ำเดือด" ชอบคำนี้ ช่างคิดเปรียบเปรยดี

#3 By Chiefalo (125.24.241.182) on 2011-11-25 21:40

5555+ ถ้าตกเครื่องจะเป็นการทำสถิติใหม่ของตระกูลป่ะquestion

#2 By chow (161.200.211.204) on 2011-08-17 23:10

มันเป็นกรรมพันธุ์จริงๆนะเอ้อconfused smile

#1 By SUPRANAN on 2011-04-22 11:05