Chapter 10 : ระหว่างทาง...

posted on 09 Dec 2011 21:20 by punariya44 in LongJourney

          ขากลับก่อนเข้าโรงแรม ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ไปตามถนนอยู่นั้น สายตาก็ไป
สะดุดอะไรบางอย่าง สาเหตุที่ผมเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็เพราะผม “ก้มหน้าก้มตาเดิน”….
         
          ถ้ามีการโหวต สิ่งที่ไม่น่ามองที่สุดบนท้องถนน...
          ฝาท่อระบายน้ำคงติดอันดับต้นๆ ยิ่งถ้าฝาไหนมีร่องรอยของขี้หมาเหมือนฝาท่อระบายน้ำ
หน้าบ้านผมแล้ว นอกจากจะไม่น่ามองแล้ว ยังไม่น่าดมอีกด้วย
         
          แต่ไม่ใช่กับฝาท่อระบายน้ำในเมือง Matsumoto!!!
          ฝาท่อระบายน้ำของเมืองนี้ นอกจากจะน่ามองแล้ว ยังน่าถ่ายรูปด้วยซ้ำ อาจเรียกได้ว่าเป็น
หนึ่งในงานศิลปะไม่กี่ชิ้นที่ อนุญาตให้ผู้เยี่ยมชม “จับได้”!!! อยู่ที่ว่าใครจะกล้าหรือไม่
          แผ่นฝากลมๆ ถูกตกแต่ด้วยการฝังกระจกสีในลักษณะเดียวกับงานโมเสก เป็นรูปของเล่นของ
เด็ก ดูสดใสสวยงาม ฝีมือดีเข้าขั้นเลยทีเดียว!!! ความจริงผมก็อยากจะเสนอให้เมืองไทยทำอย่างนี้บ้าง
แต่ก็กังวลว่า คงจะมีสุนัขมือ(เท้า) บอน มาสร้างกราฟฟิตี้ (ขับถ่าย)!! ลงบนงานศิลปะชิ้นโบว์แดงนี้เป็น
แน่นอน สาเหตุที่เมืองนี้ทำแบบนี้ได้ก็เพราะตามท้องถนนที่ญี่ปุ่นจะไม่มีสุนัขออกมาเพ่นพ่านเลยแม้แต่
ตัวเดียว!!!
          ซึ่งในญี่ปุ่นโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆอย่าง Tokyo ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะลำพังแค่คนเดิน
ก็จะเหยียบกันตายอยู่แล้ว เกิดใครเผลอไปเหยียบหางเจ้าสุนัขแล้วกัดกันกลางสี่แยก Shibuya คงเป็น
ภาพที่ไม่น่าดู...

          เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คืนนี้ผมเลยรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ
          อ้อ ไม่ต้องห่วงครับ.....ผมปรับนาฬิกาในโทรศัพท์มือถือให้เป็นเวลาที่ “ญี่ปุ่น” แล้วครับ
         

Chapter 9 : Murodo

posted on 09 Dec 2011 20:56 by punariya44 in LongJourney

          ยังไม่ทันจะเต็มอิ่มสองตา....รถก็จอดซะแล้ว
          ตอนนี้เราก็มาถึง “จุดสุดยอด” สักที หลังจากนั่งรถกันมาหลายต่อ...

          ก่อนที่จะไปเดินชม “ไฮไลท์” ประจำวัน เราก็พักเบรกหาอะไรใส่ท้องกันก่อน
อย่าลืมสิ “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ว่าแล้วก็เดินเลือกหาร้านอาหารบริเวณสถานี ซึ่งเราก็เลือก
ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเลือกเอาร้านที่ราคาถูกที่สุด
         

          พอท้องอิ่ม ก็ได้เวลาเดินต่อ
          ทันทีที่ออกจากตัวอาคาร ก็ถูกต้อนรับด้วยลมเย็นๆตีหน้าเข้าอย่างจัง อากาศ ณ ความสูง 2,450
เมตร จากระดับน้ำทะเล อยู่ในระดับเย็นสบาย ไม่ได้ถึงขนาดหนาวทรมาน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตอนนี้
ผมใส่เสื้อหนาวอยู่ถึง 3 ชั้นเลยทีเดียว
          ทิวทัศน์โดยรอบของที่ราบสูง Murodo จัดว่าสวย แต่ขอให้ลืมบรรดาต้นไม้เปลี่ยนสีข้างล่างไปก่อน เพราะที่นี่แทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆเลยแม้แต่ต้นเดียว ออกจะเป็นลักษณะที่ราบบนภูเขาที่มีแต่หินกับ
ทุ่งหญ้าและพุ่มไม้เตี้ยๆเป็นส่วนใหญ่ ดูๆไปคล้ายหุบเขาในประเทศแถบ ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ซะมาก
กว่าด้วยซ้ำ
          ก็ถือว่าเป็นของแก้เลี่ยนสำหรับบางคน ที่อาจจะเอียนกับดงต้นไม้หลากสีที่ผ่านตามาตลอดทาง
จะว่าไปที่นี่เหมือนเป็นอุทยานหิน มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขาหิน ก็สวยไปอีกแบบ
         
          ลองเปรียบเทียบการเดินทางกับ สัจธรรมบางอย่าง
          ถ้าเปรียบเหล่าต้นไม้เปลี่ยนสีเบื้องล่าง คือ “ความวูปวาปชั่วคราว...”
          เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้....เราก็จะพบกับ “ความหนักแน่นและความนิ่ง…” ของอุทยานหินด้านบน
         

          เมื่อขาเริ่มเมื่อย สายตาก็เริ่มมองหาเก้าอี้ ซึ่งมองไปไม่ไกลก็เห็นมุมพักผ่อนของร้านขายขนมที่
มีไว้บริการนักท่องเที่ยวที่น้ำมันกำลังจะหมดอย่างพวกเรา ซึ่งตามมารยาทเราก็ควรจะซื้อของในร้านเขา
สักหน่อยก่อนจะนั่ง ผมเลยควักเงินไปซื้อไอติมมานั่งกิน
          นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมกินไอติมแล้ว “อุณหภูมิภายในช่องปากเท่ากับอุณหภูมิภาย
นอกช่องปาก” มันหนาวอยู่แล้วครับ แต่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร จะกินเบียร์ตอนนี้ก็ใช่ที่ เดี้ยวเกิดเดินเซตกเขา
ไปจะไม่คุ้มค่าที่พักที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว สุดท้ายก็เลยซื้อไอติมมากินเพิ่มความหนาวไปอีกนิด
.....คงไม่หนาวกว่าเดิมมากนักหรอก
         
          เดินกินลมชมวิวอีกประมาณเกือบชั่วโมง ก็ได้เวลาลง เพราะถ้ารถหมดเราก็ต้องนอนค้างอยู่บน
ภูเขาซึ่งคงไม่เหมาะแน่ๆ!
          ถ้าอยากทราบการเดินทางขาลง ก็ให้ไปอ่านบทที่แล้วแบบถอยหลังครับ เพราะขึ้นอย่างไรก็ลง
อย่างนั้น จะต่างกันบ้างก็แค่ขาลงคนน้อยมาก เพราะคนอื่นเขากลับกันไปหมดแล้ว!
         
          ระหว่างรอ Cable Car ในชั้นที่เราตั้งใจจะแวะตอนขาลงในตอนแรก ผมเดินเล่นลึกไปในป่าจนไป
พบมุมที่สวยมาก และเงียบสงบ เหมาะสำหรับคู่รักโรแมนติกอย่างที่สุด!!! หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ....
ไม่เหมาะกับพวกหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างผม!!!
          ด้วยความเสียดายวิวทิวทัศน์ ผมจึงลากพ่อกับแม่มาถ่ายรูปคู่กัน เพื่อรำลึกความหลังเมื่อครั้งพบ
กันที่ประเทศนี้ แล้วก็ได้แต่แอบหวังว่า ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้มาที่นี่อีก......ผมคงจะไม่ต้องมาคนเดียวนะ....
         

Chapter 8 : Dam(n) Beautiful!!!!

posted on 23 Nov 2011 00:26 by punariya44 in LongJourney

          สวยงามอย่างบอกไม่ถูก....นี่เป็นคำบรรยายใต้ภาพ(ตรงหน้า)ของผม       
          ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนสันเขื่อน
          เมื่อมองไปทางต้นแม่น้ำ จะเห็นภาพภูเขาสูงสองลูกที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ขนาบล้อมแม่น้ำ
สายใหญ่ไว้ ถ้าพูดในมุมมองศิลปะ ทิวทัศน์ตรงหน้าผมให้คะแนน A+ ใบไม้ที่ไล่สีตั้งแต่ แดง เหลือง
ไปจนเขียว (ออกแนว reggae!!!) ตัดกับสีฟ้าของแม่น้ำช่วยให้ต่างฝ่ายต่างดูเด่นยิ่งขึ้น เป็นความลงตัว
โดยที่เราไม่ต้องแต่งเติมอะไรอีกแล้ว
          ถ้ามองไปทางหลังเขื่อนที่กำลังปล่อยน้ำ จะเห็นรุ้งตัวเบอเร่อลงมากินน้ำต่อหน้า!!! ไม่ใช่ว่าไม่
เคยเห็นรุ้งกินน้ำ เพียงแต่ไม่เคยเห็นในระยะประชิดขนาดนี้ เราถือว่าโชคดีมากเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้าย
ที่เขาจะปล่อยน้ำออกจากเขื่อน
          สวย! มองไปทางไหนก็สวย!          
          เชื่อผมเถอะ...ธรรมชาตินะสวยงามที่สุดแล้ว

          หลังจากที่เสียพื้นที่ในเมมโมรีของกล้องไปส่วนหนึ่งให้กับภาพตรงหน้า ก็ได้เวลาที่เราต้อง
ไปกันต่อเพราะหนทางยังอีกยาวไกล เรายังต้องไปกันอีกเป็นกิโลเมตรในแนวดิ่ง
          ว่าแล้วก็จัดแจงซื้อตั๋วเสร็จสรรพ ตั๋วที่นี่เป็นแบบบาร์โค๊ด ใบเดียวใช้ได้ยาวจนถึงชั้นบนสุด
สแกนไปเรื่อยๆ จากนั้นเราก็ไปฟังบรรยายของลุงประจำสถานีซึ่งผมฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียวเพราะ
เป็นภาษาญี่ปุ่น ลุงแกก็พยายามปล่อยมุกต่างๆมาเป็นระยะๆซึ่งผมคาดเดาเอาจากเสียงหัวเราะ
          เท่าที่ทำความเข้าใจเอาเองจากรูป เราจะต้องขึ้น Cable Car เพื่อไปต่อ Rope Way จากนั้นก็
นั่ง Trolley Bus เพื่อไปที่ที่ราบสูง Murodo
          ประสบการณ์ใน Cable Car นั้นสามารถตัดข้ามไปได้เลย เพราะเราเพียงแค่นั่งในตู้ลักษณะ
คล้ายโบกี้รถไฟ จากนั้นโบกี้ก็จะวิ่งไปตามสาย cable แต่ไม่มีทิวทัศน์อะไรเลย เพราะ Cable Car นั้นวิ่ง
ในภูเขา สองข้างทางมืดสนิท พอโผล่มาที่อีกฝั่งของภูเขา บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวของความสูงในชั้นนี้
มีสวนขนาดย่อมๆให้นั่งพัก รวมถึงร้านอาหารและร้านขายของฝากที่จะมาเรียกเงินจากกระเป๋าของเหล่า
นักเดินทาง

          เราตั้งใจว่าจะแวะชั้นนี้ในขาลง จึงรีบตรงไปต่อแถวขึ้น Rope Way ก่อนที่คนจะเยอะ
          บน Rope Way เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ 360 องศา ถ้าไม่นับการบดบังโดย
คนข้างๆ ความรู้สึกของ bird eye view ก็คงประมาณนี้ ผมพยายามจะถ่ายรูปกลุ่มต้นไม้ที่ไล่สีเรียง
สลับกันอย่างสวยงามเหลือเชื่อ แต่ก็ถูกขัดขวางโดยกระจกรถ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรมันก็สะท้อน
กลับมาเห็นเงาตัวเองติดไปด้วยทุกที (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอ่อนด้อยในผีมือการถ่ายรูป)

          เมื่อเลนส์กล้องใช่ไม่ได้ ก็คงต้องใช้เลนส์ตาแทน
          หลายคนที่ฝีมือการถ่ายรูปอยู่ในระดับเดียวกับผม ก็เริ่มทำเช่นเดียวกัน คือดูให้มันเต็มอิ่มสองตา
เอาให้ลืมไม่ลงกันไปเลย!!!

6.30 น.

ปัง ปัง ปัง!!!!
          เสียงประตูถูกเคาะรัวๆ โดยฝีมือพ่อผมเอง ซึ่งทำให้ผมตกใจตื่น
          นี่เราตื่นสาย? ไม่น่าจะใช่ เพราะเมื่อคืนตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 5.45 น. มันยังไม่ปลุกเลย
แต่พอเหลือบมองดูท้องฟ้า พบว่ามันสว่างจ้า ไม่มีทางที่จะเป็นช่วงเวลาก่อน 5.45 น. แน่นอน!!!!
         
          มันต้องมีอะไรผิดพลาด! ซึ่งผมก็ค้นพบทันทีในเวลาต่อมา....
          นาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือของผม ขณะนี้เป็นเวลา 4.30 น. ................ณ เมืองไทย!!!!
และเวลาที่เมืองไทยก็ช้ากว่าที่นี่ร่วมๆ 2 ชม. สรุปก็คือ...ใช่แล้วครับ ผมตื่นสาย!
        
         ไม่มีเวลาพอสำหรับมื้อเช้าที่โรงแรม หลังจากรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้ว ผมก็รีบวิ่งไปที่สถานีให้ทัน
รถไฟขบวน 7.00 น. น่าเศร้ามากที่ผมไม่ไปทัน เพราะว่ารถไฟที่นี่ตรงเวลาเหลือเกิน
          ในใจก็คิดว่า ”ซวยแล้ว” แผนการท่องเที่ยววันนี้อาจจะพังลงเพราะผมเป็นต้นเหตุ เพราะว่าเรา
ต้องไปต่อรถไฟอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเวลามันคาบเกี่ยวกันไม่กี่นาที หมายความว่าต่อให้รอขึ้นรถไฟขบวนหน้า
แต่ก็อาจจะไปต่อไม่ได้อยู่ดี
          หลังจากที่ปั้นหน้าสำนึกผิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง พ่อก็เดินมาบอกเสียงแข็งๆว่า “เดี้ยวรอขึ้นคันต่อไป 7.30 น. ”  เฮ้อ....รอดแล้วเรา

          ในที่สุด รถไฟก็ไม่ได้ใจร้ายกับเราจนเกินไป
          บนรถไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก ส่วนมากจะเป็นนักเรียนที่นั่งรถไฟไปโรงเรียน
ซึ่งผมก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะรถไฟขบวนนี้เริ่มต้นจากสถานี Matsumoto ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่
ในแถบนี้ วิ่งออกไปสู่ชนบทเรื่อยๆ ก็หมายความว่านักเรียนเหล่านี้ต้องนั่งรถไฟจากตัวเมือง เพื่อไปเรียน
หนังสือในชนบท?!! มันเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับความเคยชินตลอดชีวิตของผมมาก ที่มักจะเห็นแต่คนจาก
ชนบทเข้ามาเรียนหนังสือในตัวเมือง
          เอาเถอะ ก็แค่สงสัยเฉยๆ เพราะผมคงไม่มองโลกในแง่ร้ายขนาดที่ว่า เด็กพวกนี้โดดเรียนและ
กำลังนั่งรถไฟออกไปเที่ยวในชนบท ถึงแม้ว่าตรรกะนี้มันจะดูเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ตาม

          สองข้างทางถูกประดับประดาไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว และสวนแอปเปิ้ลที่กำลังออกผลสีแดงสด
สวยงามมาก ไร้ร่องรอยของตึกสูงหลายสิบชั้นซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาเมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น
         
          เราลงรถไฟกันที่สถานี Shinano เป้าหมายสำหรับวันนี้คือการไปเที่ยวชม Kurobe Dam อันเป็น
เขื่อนขนาดยักษ์ที่อยู่ระหว่างภูเขาใหญ่ จากนั้นขึ้นรถบัสจากสถานี Shinano เพื่อไปที่ด้านหน้าเขื่อน
Kurobe ต่อด้วยการนั่ง Cable Car วิ่งในอุโมงค์เพื่อเข้าไปในตัวเขื่อน
          พอเข้าไปถึงในตัวเขื่อน ผมเพิ่งรู้ว่านี่เป็นแค่จุดชมวิวจุดแรกซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดของตัวเขื่อน
เรายังต้องขึ้นสูงไปอีกหลายชั้นเพื่อชมวิวที่ต่างกันไปในแต่ละระดับ ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีความสวยงามต่าง
กันไปเพราะช่วงนี้ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว โดยเฉพาะบนเขาที่สูงๆจะยิ่งเห็นใบไม้เปลี่ยนสีเยอะ ซึ่งนั่นก็คือไฮไลท์ของวันนี้